|
แหล่งท่องเที่ยวอำเภอเมือง | | |
|
|
 |
อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช อยู่ที่ห้าแยกพ่อขุ่น พ่อขุ่นเม็งรายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25
แห่งราชวงค์ลัวะจังคราช เป็นโอรสของพญาลาวเม็ง และพระนางเทพคำขยาย
หรือพระนางอั้วมิ่งจอมเมือง ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน
พุทธศักราช 1782 เสด็จสวรรคตที่เมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.1854
พ่อขุนเม็งรายได้สร้างเมืองเชียงรายขึ้นบนดอยทอง
จากรากฐานเดิมที่เคยเป็นเมืองมาก่อน เมื่อ พ.ศ.1805ทรงเป็นปฐมกษัตริย์
แห่งราชวงค์เม็งราย
และรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทยจนเจริญรุ่งเรืองถึงปัจจุบัน
| |
|
กู่พระเจ้าเม็งราย ตั้งอยู่หน้าวัดงำเมือง บนดอยงำเมือง
กู่นี้เป็นอนุสาวรีย์สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่บรรจุอัฐิของพ่อขุนเม็งรายมหาราช
ตามประวัติกล่าวว่าพระเจ้าไชยสงคราม
ราชโอรสพระเจ้าเม็งรายเมื่อได้มอบราชสมบัติให้พระเจ้าแสนภูราชโอรสขึ้นครองนครเชียงใหม่แล้ว
พระองค์ได้นำอัฐิพระราชบิดามาประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย และได้โปรดเกล้าฯ
สร้างกู่บรรจุอัฐิของพระราชบิดาไว้ ณ ดอยงำเมืองแห่งนี้
|
| |
|
วัดพระสิงห์ ถนนท่าหลวง
ใกล้ศาลากลางจังหวัด เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐาน ณ
วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่าว่า
เจ้ามหาพรหมพระอนุชาของพระเจ้ากือนา
กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองกำแพงเพชรพระเจ้ากือนาได้โปรดฯ
ให้ประดิษฐานไว้ ณ เมืองเชียงใหม่
ต่อมาพระเจ้ามหาพรหมทูลขอยืมพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงรายเพื่อหล่อจำลอง
แต่เมื่อสิ้นบุญพระเจ้ากือนาและพระเจ้าแสนเมืองราชนัดดาของพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองเมืองเชียงใหม่
เจ้ามหาพรหมคิดจะชิงราชสมบัติ จึงยกกองทัพจากพรหมมาถึงเชียงราย
และครั้งนี้เองที่ทรงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์คืนกลับไปประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์เชียงใหม่สืบมา
วัดพระสิงห์แห่งนี้ยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองบนแผ่นสิลาสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราช
นอกจากนั้นบานประตูยังออกแบบโดย คุณถวัลย์ ดัชนี บอกเรื่องราวเกี่ยวกับ ดิน น้ำ ลม
ไฟ แกะสลักโดยฝีมือช่างช่าวเชียงราย โทร. 0 5374
5038
| |
|
วัดพระแก้ว วัดพระแก้วเดิมเป็นวัดโบราณมีชื่อเรียกมาแต่เดิมว่า
รุกขวนาราม แปลว่า วัดป่าไม้เยียะ หรือ ไม้ญะ หมายถึงป่าไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง
ที่ด้านหลังพระอุโบสถมีพระเจดีย์เก่าองค์หนึ่ง ราวพุทธศักราช 1977
เกิดอสนีบาตตกลงมาที่พระเจดีย์พังทลายลง
ได้พบพระพุทธรูปปูนปั้นอยู่ภายในจึงนำไปไว้หน้าพระประธานในพระวิหารอยู่มาวันหนึ่งโยมวัดเข้าไปทำความสะอาด
ผิวปูนกะเทาะออกเห็นเนื้อแก้วสีเขียวอยู่ภายในจึงนำความแจ้งแก่พระสงฆ์
|
|
|
เจ้าอาวาสจึงให้กะเทาะปูนออกจนหมด
พบว่าเป็นพระพุทธรูปล้ำค่า จึงนำความแจ้งแก่มหาราชเมืองเชียงใหม่พระเจ้าสามฝั่งแกน
ผู้ครองนครเชียงใหม่ โปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่
แต่เมื่ออธิษฐานเสี่ยงทายได้ชื่อเมืองนครลำปางถึง 3 ครั้ง
พระแก้วมรกตจึงได้รับการอัญเชิญไป นครลำปาง จนถึงพุทธศักราช 2011
จึงอัญเชิญไปนครเชียงใหม่ก่อนจะไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ และกลับมาประดิษฐาน ณ
กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์
เจดีย์ที่พบพระแก้วและวัดพระแก้วที่เชียงรายยังอยู่สืบมาจนทุกวันนี้ | |
 |
วัดพระธาตุดอยทอง วัดพระธาตุดอยทอง ตั้งอยู่ถนนอาจอำนวย หลังศาลากลางจังหวัด
บนดอยจอมทองริมฝั่งแม่น้ำกก ในปี พ.ศ.1805 พญาเม็งรายได้ทรงสร้างเมืองเชียงราย
โดยก่อปราการโอบดอย
ตามตำนานเล่าว่าเป็นพระธาตุเก่าแก่ที่มีก่อนที่พ่อขุนเม็งรายจะทรงสร้างเมืองเชียงราย
โดยเล่าว่าพระยาเรือนแก้วผู้ครองนครไชยนารายณ์ทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1483
สันนิษฐานว่า เมื่อพ่อขุนเม็งรายทรงพบชัยภูมิที่สร้างเมืองเชียงรายจากดอยจอมทองนั้น
คงจะมีการบูรณะองค์พระธาตุใหม่พร้อมๆ กับการสร้างเมืองเชียงราย
นอกจากนั้นตรงข้ามพระธาตุดอยทอง เป็นที่ตั้งของเสาสะดือเมือง 108 หลัก
ซึ่งสร้างตามคติโบราณล้านนา คือจะใหญ่เท่าห้ากำมือ
และสูงเท่าความสูงของพระเจ้าแผ่นดิน เสาสะดือเมืองเรียงเป็นวงกลมซ้อนกันหลายวง
แทนสมมติจักรวาล อันมีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง ล้อมรอบด้วยน้ำห้าร่องแทนปัญจมหานที
|
|
ขั้นบนสุดเปรียบได้กับนิพพาน
เสาสะดือเมืองชาวเชียงรายได้ร่วมใจสร้างขึ้นเมื่องปี พ.ศ.1531
เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพญาเม็งราย
และได้มีการบูรณะในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบห้ารอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
| |
|
วัดร่องขุ่น วัดร่องขุ่น
อยู่ที่บ้านร่องขุ่นกม.ที่ 817-818 ทางขวามือ ก่อนจะถึงตัวเมือง ๑๒ กม.
โดยมีอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชั้นแนวหน้าของประเทศไทย
เป็นผู้ออกแบบทั้งหมด โดยได้ทรัพย์สินส่วนตัว ของตัวอาจารย์เฉลิมชัยเอง
บวกกับพื้นที่บริจาคประมาณ 7 ไร่เศษ ของคุณวันชัย วิชญชาคร และเงินบริจาค
ของผู้ที่มีจิตศรัทธาลักษณะเด่นของวัดคือพระอุโบสถที่ประดับตกแต่งด้วยสีขาวเป็นพื้น
ประดับด้วยกระจกบนปูนปั้นเป็น |
|
|
ลายไทยโดยเฉพาะเหนืออุโบสถที่ประดับด้วยสัตว์ในเทพนิยาย
เป็นรูปกึ่งช้างกึ่งวิหคเชิดงวงชูงา ดูงดงามแปลกตาน่าสนใจมาก
ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถก็เป็นฝีมือภาพเขียนของอาจารย์เอง | |
|
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 8 กิโลเมตรบนเส้นทางเชียงราย
แม่จัน เข้าไปทางด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย
ภายในสวนมีทัศน์ภาพสวยบรรยากาศร่มรื่น มีหนองบัวกว้างถึง 233 ไร่
เป็นสถานที่น่าพักผ่อนหย่อนใจ เพราะน้ำในหนองบัวใสเย็นและเต็มเปี่ยมตลอดปี
บนพื้นที่รอบหนองบัวเป็นที่ต้องของพลับพลา ศาลาสำหรับนั่งผ่อนและมีสวนปาล์ม
สวนไผ่อยู่บนที่ลาดเนินเขาติดกับสวนสมเด็จฯ
ยังเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกของมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย
ซึ่งให้บริการดูแลรักษาสุขภาพด้วยภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านล้านนา โทร. 0 5370
3388
| |
|
ศูนย์ภาษาวัฒนธรรมจีนสิรินธร ภายในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 100 ปี
แห่งวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็นเป็นเครื่องหมายแห่งมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
ศูนย์ฯ
เป็นศูนย์กลางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยและในภูมิภาครวมทั้งเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม
|
|
|
ระหว่างประเทศ
จีน ไทย ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบจีนแท้มีสวนน้ำ ตรงกลางแบบซูโจว
ออกแบบโดยสถาปนิกชาวจีนจากมณฑลเสฉวนวัสดุกระเบื้องหลังคา รูปปั้นประดับหลังคา
สิงโตแกะสลักด้วยหินอ่อนเฝ้าหน้าศูนย์ นำมาจากประเทศจีนทั้งสิ้น
ภายใจอาคารจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จเยือนประเทศจีนและมีห้องสมุดให้ค้นคว้า อัตราค่าเข้าชม 10 บาท โทร. 0 5391
7093,0 5391 7095 www.mfu.ac.th | |
 |
น้ำตกขุนกรณ์ ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก
อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 34 กิโลเมตร
เป็นน้ำตกที่มีธารน้ำที่ใสสะอาดไหลตลอดปีโดยที่ปราศจากตะกอนหินปูน มีความสูงกว่า 70
เมตร เส้นทางเดินขึ้นสู่น้ำตกขุนกรณ์มีโขดหินและแก่งต่างๆ
ซึ่งมีความสวยงามรายรอบไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด
สภาพป่าโดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
มีบรรยากาศร่มรื่นเหมาะสำหรับการพักหย่อนใจ กิจกรรม - เที่ยวน้ำตก
| |
|
ล่องเรือแม่น้ำกก ล่องแก่งแม่กก
ท่าตอน-เชียงราย ท่าตอนเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำกก เหนือขึ้นไปจากอำเภอฝาง 24
กิโลเมตร จากเชียงใหม่มีรถประจำทางออกจากประตูช้างเผือกไปลงที่ฝางใช้เวลาประมาณ 4
ชั่วโมง แล้วจะมีรถสองแถววิ่งประจำระหว่างฝางกับท่าตอน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
มีเรือหางยาวบริการถึงเชียงราย ออกจากท่าตอนเวลา 12.30 น. ถึงเชียงราย
|
 |
|
16.30 น.
และจากเชียงรายเวลา 10.30 น. ถึงท่าตอน 15.30 น. ระยะทาง 80 กิโลเมตร ค่าโดยสารคนละ 200
บาท ถ้าหากต้องการเช่าเรือเหมาลำ ลำละ 1,600 บาท สามารถนั่งได้ 8 คน
สำหรับผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานชมรมเรือบ้านท่าตอน โทร. 0 5345
9427 | |
 |
พิพิธภัณฑ์อูบคำ พิพิธภัณฑ์อูบคำ
ตั้งอยู่เลขที่ 81/1 ถนนหน้าค่าย ตำบลรอบเวียง ติดกับตลาดสดเด่นห้า
เป็นศูนย์อนุรักษ์มรดกล้ำค่าของอาณาจักรล้านนาโบราณ
ประกอบด้วยเครื่องใช้ในราชสำนักล้านนา เครื่องใช้ในราชสำนักคุ้มเจ้าแพร่
เครื่องใช้ในราชสำนักคุ้มเจ้าเชียงใหม่ ผ้าโบราณอายุ 120 ปี
เป็นซิ่นไหมคำจากราชสำนักมัณฑเลย์ และที่สำคัญไม่ควรพลาดชมคือ
บัลลังก์กษัตริย์เป็นทองอร่าม อายุกว่า 200 ปี แสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต
โดยมีอาจารย์จุลศักดิ์ สุริยไชย เป็นผู้รวบรวม ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ ตั้งแต่เวลา
10.00-18.00 น.
|
|
ค่าเช้าชมผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท
พิพิธภัณฑ์นี้เป็นความตั้งใจของผู้รวบรวมที่จะเก็บของมีค่าสมัยล้านนาที่ไม่ได้อยู่ในแผ่นดินไทยให้กลับมาอยู่ในผืนแผ่นดินไทย
และเก็บไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาถึงความเป็นมาและความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรล้านนาในอดีต
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 5371
3349 | |
|
ไร่แม่ฟ้าหลวง อยู่ห่างจากพิพิฐภัณฑ์อูบคำไปอีก 1 กิโลเมตร
มีอาคารสถาปัตยกรรมที่สำคัญคือ หอคำสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง
ภายในจัดแสดงสัตตภัณฑ์หรือเชิงเทียนบูชาไม้แกะสลักโบราณและเป็นที่ประดิษฐานพระพราโต้
พระไม้โบราณของล้านนา
และมีหอคำน้อยเป็นที่เก็บรักษาจิตรกรรมฝาผนังที่ผาติกรรมมาจากวัดป่าเวียงต้า
จังหวัดแพร่ บริเวณไร่ปลูกพรรณไม้หองและไม้หายากไว้มากมาย
มีประติมากรรมเหมือนสมเด็จสำหรับจุดแสดงศิลปกรรมชั่วคราวและใช้จัดงาน
|
 |
|
อื่น
ๆบริเวณไร่แต่เดิมใช้จัดงานไหว้สาแม่ฟ้าหลวงเพื่อถวายสักการะแก่พระศรีนครินทราบรมราชชะนี
เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น.ค่าเข้าชม คนไทย 150 บาท
ต่างชาติ 200 บาท โทร.0 5371 1968,0 5371 6605 โทรสาร 0 5371
9167
| |
|
พิพิธภัณฑ์ชาวเขา ถนนธนาลัย
ดำเนินงานโดยสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนจังหวัดเชียงรายจัดแสดงและฉายสไลด์วิถีชีวิตความเป็นอยู่
วัตถุสิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ชุดแต่งกายประจำเผ่า
รวมทั้งข้อมูลที่น่ารู้เกี่ยวกับชาวไทยภูเขา 6 เผ่า คือ อาข่า ลีซอ กะเหรี่ยง มูเซอ
เย้า และม้ง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น. ค่าเข้าชม 50 บาท โทร. 0
5374,0 5371 9167
| |
|
บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยมและบ่อน้ำร้อนผาเสริฐ ไปทางถนนหน้าค่าย สี่แยกเด่นห้า อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 20
กิโลเมตร โดยบ่อน้ำร้อนผาเสริฐตั้งอยู่กอ่นบ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยมประมาณ 1 กม.
บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยมและบ่อน้ำร้อนผาเสริฐอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก
บ่อน้ำร้อนทั้ง 2 แห่ง
นี้เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่เกิดจากความร้อนใต้พิภพที่มีน้ำร้อนใต้พิภพผุดขึ้นมาตลอดเวลา
เป็นน้ำพุร้อนที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก อุณหภูมิของน้ำประมาณ 67
องศาเซลเซียสและมีองค์ประกอบของแร่ธาตุอยู่
|
 |
|
หลายชนิด
บริเวณโดยรอบมีทิวทัศน์ที่สวยงามของแม่น้ำกกมีสถานที่กางเต็นท์พักแรมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างแรม
โดยบ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยมมีห้องอาบน้ำ / แช่น้ำร้อน สระอาบและสถานที่กางเต็นท์
บริหารงานโดย อบต.ดอยฮาง โทร. 0 5371 6436,0 5371 6358
www.doihang.com
| |
 |
น้ำพุร้อนโป่งพระบาท เป็นน้ำพุร้อนตามธรรมชาติที่มีมานานแล้ว
และได้มีการสำรวจอย่างจริงจังโดยขอให้สำนักงานทรัพยากรธรณีวิทยาเขต 3 ( เชียงใหม่ )
กรมทรัพยากรธรณี เข้าร่วมสำรวจคุณภาพของน้ำร้อน
ต้นกำเนิดของน้ำพุร้อนเดิมบริเวณที่มีอยู่เป็นป่าไม้ไมยราพและแอ่งน้ำ
และจุดที่พบน้ำร้อนเป็นลักษณะแอ่งน้ำร้อน (warm pool ) ที่มีขนาดเล็กประมาณ 2-3
แอ่ง จากการสำรวจพบว่าอุณหภูมิร้อนผิวดินอยู่ระหว่าง 48-50 องศา
และอุณหภูมิใต้ดินสูงประมาณ 125-156 องศา
|
|
จากอุณหภูมิดังกล่าวสามารถที่จะพัฒนาทำเป็นแหล่งอาบน้ำอุ่นตามธรรมชาติเพื่อสุขภาพ
( Spa treatment ) หรือทำเป็นห้องอาบน้ำแร่ ( Balneology ) ซึ่งในประเทศจีน ญี่ปุ่น
ยุโรปหรือในอเมริกา เชื่อกันว่าได้อาบน้ำหรือแช่ตัวในน้ำร้อน | |
|
ถ้ำผาตอง บ้านถ้ำผาตอง
ตำบลท่าสุด จากตัวเมืองเชียงรายไปตามถนนเชียงราย แม่จัน 19
กิโลเมตรเลี้ยวขวาตรงหลักกิโลเมตรที่ 848 หน้าวัดแม่ข้าวต้มท่าสุด ไปอีก 3 กิโลเมตร
นอกจากถ้ำผาตองแล้วยังมีถ้สายธาร ถ้ำแม่ครัว จุดหน้าสนใจคือ
กลุ่มแกะสลักไม้กระบวยตักน้ำกะลามะพร้าว มีด้ามไม้สักแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ
ที่แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนา โดยสล่าคำจันทร์ ยาโน 0 5378 7233
| |
|
แหล่งท่องเที่ยวอำเภอเชียงแสน | |
|
|
|
 |
อำเภอเชียงแสน อำเภอเชียงแสน เป็นอำเภอเล็ก ๆ
ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 59 กิโลเมตร
โดยแยกจากทางหลวงหมายเลข 110 ที่อำเภอแม่จัน ไปตามทางหลวงหมายเลข 1016 ประมาณ 31
กิโลเมตร เชียงแสนเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เดิมชื่อ
เวียงหิรัญนครเงินยวง แม้ปัจจุบันยังมีซากกำแพงเมืองโบราณ 2 ชั้น
และโบราณสถานหลายแห่งปรากฏอยู่ทั้งในและนอกตัวเมือง
| |
|
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน
ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงแสน
เป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่ได้จากบริเวณเมืองโบราณเชียงแสน แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่หนึ่ง แสดงเรื่องประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน
และวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ปูนปั้นจากวัดป่าสัก พระพุทธรูปศิลปะล้านนา จารึก
เครื่องถ้วยล้านนา ส่วนที่ 2 เกี่ยวกับโบราณสถาน
และโบราณวัตถุสำคัญที่พบใน
|
 |
|
เมืองโบราณเชียงแสน และที่อื่น ส่วนที่ 3
จัดแสดงเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชนแถบลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งชาวไทใหญ่ ไทลื้อ
และชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน เปิดตั้งแต่เวลา 09.00
-16.00 น. ทุกวันพุธ-อาทิตย์เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมคนไทยคนละ 10 บาท
ชาวต่างประเทศ 30 บาท โทร. 0 5377 7102
และเยื้องพิพิธภัณฑ์จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
ให้บริการข้อมูลเมืองโบราณเชียงแสน | |
|
วัดพระธาตุเจดีย์หลวง วัดพระธาตุเจดีย์หลวง
ตั้งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน
สร้างโดยพระเจ้าแสนภูเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 19
โบราณสถานประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงระฆังแบบล้านนา เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดในเชียงแสน
นอกจากนี้ยังมีพระวิหารที่เก่ามากซึ่งพังทลายเกือบหมดแล้ว และเจดีย์รายแบบต่าง ๆ 4
องค์
| |
|
วัดพระเจ้าล้านทอง วัดพระเจ้าล้านทอง
วัดนี้ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง เจ้าทองงั่ว
ราชโอรสพระเจ้าติโลกราชเป็นผู้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2032
ได้ทรงหล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่งหนักล้านทอง (1,200 กิโลกรัม) ขนานนามว่า
พระเจ้าล้านทอง เป็นพระประธาน
ในวัดนี้ยังมีพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งได้มาจากวัดทองทิพย์ซึ่งเป็นวัดร้าง
เรียกกันว่า พระเจ้าทองทิพย์ เป็นพระพุทธรูปทองเหลือง พระพักตร์งดงามมาก
ลักษณะเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย วัดป่าสัก อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสน ประมาณ 1
กิโลเมตร เขตตำบลเวียง พระเจ้าแสนภูสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1838
และให้ปลูกต้นสักล้อมกำแพงจำนวน 300 ต้น จึงได้ชื่อว่า วัดป่าสัก
ทรงตั้งพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นสังฆราชจำพรรษา ณ อารามแห่งนี้
ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์ประธานทรงมณฑปยอดระฆัง
ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นอันวิจิตร
เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกระดูกตาตุ่มข้างขวาจากเมืองปาฎลีบุตร
| |
|
วัดป่าสัก อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเชียงแสนประมาณ ๑ กม. ในเขต ต.เวียง
พระเจ้าแสนภูทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. 1838 และให้ปลูกต้นสักล้อมกำแพง 300 ต้น
วัดนี้จึงได้ชื่อว่า "วัดป่าสัก" ภายในวัดมี โบราณสถานที่สำคัญคือ
เจดีย์ประธานทรงมณฑปยอดระฆัง ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นอันวิจิตร มีฐานกว้าง 8 ม. สูง
12.5 ม.
เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกระดูกตาตุ่มข้างขวาจากเมืองปาฏลีบุตร
| |
 |
วัดพระธาตุผาเงา อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสนไปตามเส้นทางเชียงแสน-เชียงของ
ประมาณ 4 กม. อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสบคำ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมมีเนื้อที่ 143 ไร่
มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กตั้งอยู่บนหินก้อนใหญ่ วิหารปัจจุบันสร้างทับซากวิหารเดิม
บนยอดเขาข้างหลังวัด
เป็นที่ตั้งของพระบรมพุทธนิมิตรเจดีย์ที่มองเห็นทิวทัศน์สวยงามได้โดยรอบ
| |
|
วัดเจดีย์เจ็ดยอด อยู่เหนือวัดพระธาตุผาเงาขึ้นไปบนดอยประมาณ
1 กม. ตัววัดหักพังหมดแล้ว เหลือแต่เพียงซากอิฐเก่า ๆ ดูแทบไม่เห็นรูปร่างแล้ว
อาจกล่าวได้ว่าวัดพระธาตุผาเงาและวัดเจดีย์เจ็ดยอดอยู่บนเขาลูกเดียวกัน
มีบริเวณต่อเนื่องอย่างกว้างขวาง ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่
สมกับเป็นสถานปฏิบัติธรรม
| |
|
วัดพระธาตุจอมกิจติ ตั้งอยู่บนเนินเขานอกตัวเมือง
ตามพงศาวดารกล่าวว่า พระเจ้าพังคราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 1483
พร้อมกับพระธาตุดอยทอง พระเจดีย์องค์ปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในราวพุทธศตวรรษที่ 22-23
| |
|
วัดสังฆาแก้วดอนหัน มีประวัติว่า
สร้างโดยพรเจ้าลวจักราช เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 12
แต่หลักฐานที่พบแสดงว่ามีอายุอยู่ในช่วงไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 21
กรมศิลปากรได้ขุดพบหลักฐานที่พบแสดงว่ามีอายุอยู่ในช่วงไม่เกิน พุทธศตวรรษที่ 21
กรมศิลปากรได้ขุดพบภาพขูดขีดบนแผ่นอิฐเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระชาติของพระพุทธเจ้า
ตอนพระเวสสันดรชาดก เช่น พระเวสสันดรเดินป่า ชูชกเฝ้าพระเวสสันดร เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนจิตรกรรมฝาผนังที่หลุดพังมาจากผนังวิหารมีสภาพแตกหัก
แต่ยังคงเหลือลักษณะของสีและตัวภาพซึ่งใช้สีชาดและสีแดงเพียง 2 สี
นับได้ว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญทางวิชาการอย่างยิ่ง
| |
|
ทะเลสาบเชียงแสน เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่
ตั้งอยู่ที่ตำบลโยนก ในเขตอำเภอเชียงแสน ตามทางสายเชียงแสน-แม่จันไปประมาณ ๕ กม.
แยกซ้ายตรงกม.ที่ ๒๗ เข้าไปอีก ๒ กม. ในฤดูหนาวจะมี ฝูงนกน้ำอพยพมาอาศัย
ริมทะเลสาบมีร้านอาหารและที่พัก
|
 | |
 |
สบรวก (ดินแดนแห่งสามเหลี่ยมทองคำ)
ห่างจากที่ว่าการอำเภอเชียงแสนไปตามถนนเลียบแม่น้ำโขงระยะทาง ๙ กม.
ซึ่งเป็นบริเวณที่แผ่นดินของ ๓ ประเทศได้มาพบกัน คือ ไทย พม่า ลาว
โดยมีแม่น้ำรวกกั้นอาณาเขตระหว่างไทยและพม่า
และแม่น้ำโขงกั้นอาณาเขตระหว่างไทยและลาว
ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นไร่ฝิ่นที่ใหญ่โตมาก แต่ปัจจุบันไม่มีไร่ฝิ่นอีกแล้ว
เหลือคง
|
|
แต่ทิวทัศน์ที่เงียบสงบของลำน้ำและเขตแดนของ 3 ประเทศเท่านั้น
ที่นี่ยังมีบริการเรือให้เช่าเพื่อเดินทางไปชมทิวทัศน์บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ
ใช้เวลา 20 นาที และยังสามารถเช่าเรือจากสบรวกไปยังเชียงแสนและเชียงของได้
ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีและ 1
ชม.ครึ่งตามลำดับ | |
|
พระพุทธนวล้านตื้อ องค์นี้เป็นพระเชียงแสนสี่แผ่นดินเฉลิมพระเกียรติฯซึ่งได้สร้างขึ้นแทนองค์เดิมที่จมลงแม่น้ำโขง
หน้าที่ว่าการ
อ.เชียงแสนสมัยรัชกาลที่3โน้น... และสร้างขึ้นด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทองด้วยบุศราคัม
น้ำหนักถึง69ตัน หน้าตักกว้าง9.99ม.สูง15.99ม.ประทับนั่งบน"เรือแก้วกุศลธรรม"
ขนาดใหญ่อย่างที่เห็นในรูปที่1นั่นแหละครับ ..พร้อมกันนั้นก็ได้สร้างตุงหลวงเฉลิมพระเกียรติ
สูง17.99ม.ศูนย์OTOPล้านนา ซุ้มประตูโขงและพระมหาโพธิสัตว ์(เจ้าแม่กวนอิมหยกขาว
สูง9.99ม.)ทั้งหมดนี้ได้ใช้งบประมาณถึง69ล้านบาท
|
 | |
 |
หอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ หอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ
ตั้งอยู่ในพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ห่างจากอำเภอเชียงแสนประมาณ 10 กิโลเมตร
ตัวอาคารล้อมรอบด้วยสวนอันสวยงาม
เป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้กันอย่างถูกกฏหมายและผลกระทบของการเสพติดฝิ่น
อีกทั้งยังทำหน้าที่ศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยและการศึกษาต่อเนื่องในหัวข้อฝิ่น
สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆและยาเสพติดอื่นๆ หอฝิ่นจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมทุกวัน
ยกเว้นวันจันทร์ ระหว่างเวลา |
|
08.30-16.00 น. ค่าเข้าชมบุคคลทั่วไป ต่างชาติ 300 บาท คนไทย 200 บาท
ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 50 บาท
(เฉพาะคนไทย)เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ฟรี รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ โทร. 0 5378 4444 เว็บไซต์
| |
|
พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น เป็นสถานที่จัดแสดงเครื่องมือและเครื่องใช้ในการสูบฝิ่นของผู้คนในอดีต
มีทั้งประวัติของสามเหลี่ยมทองคำ สถานที่ ปลูกฝิ่นการปลูกและสูบฝิ่น
ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้สูบฝิ่นแสดงให้ชม
ส่วนชั้นล่างของบ้านฝิ่นเป็นสถานที่ขายของที่ระลึก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น โทร. 053-784062, 01-6035740
|
 | |
 |
พระธาตุดอยปู พระพุทธดอยปูเข้านี้
สร้างขึ้นบนดอยเชียงเมี่ยง ริมปากน้ำรวก เมื่อ พ.ศ 1302
ในสมัยพระยาลาวเก้าแก้วมาเมือง กษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งเวียงหิรัญนครเงินยาง
โบราณสถานประกอบด้วยพระวิหาร
และกลุ่มเจดีย์ที่พังทลายก่อด้วยอิฐมีร่องรอยการตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น
นอกจากนั้นบนดอยเชียงเมี่ยงยังเป็นจุดชมวิว
สามารถมองเห็นสามเหลี่ยมทองคำได้ชัดเจนเข้าตามเส้นทางเชียงแสน-สบรวก
แยกซ้ายก่อนถึงสามเหลี่ยมทองคำเล็กน้อย รถยนต์สามารถขึ้นไปถึงยอดเขา หรือจะเดิน | |
|
แหล่งท่องเที่ยวอำเภอแม่สาย |
|
|
|
|
 |
อำเภอแม่สาย อำเภอแม่สาย
อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 61 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 110
เป็นอำเภอเหนือสุดของประเทศไทย ติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่า
โดยมีแม่น้ำแม่สายเป็นพรมแดน มีสะพานเชื่อมเมืองทั้งสองเข้าด้วยกัน
ทั้งชาวไทยและชาวพม่าเดินทางไปมาหาสู่ค้าขายกันได้โดยเสรี
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางไปยังท่าขี้เหล็กของพม่า
เพื่อซื้อสินค้าพื้นเมืองและสินค้าราคาถูกอื่นๆ เช่น ตะกร้า เครื่องทองเหลือง
สบู่พม่า สมุนไพร การข้ามไปท่าขี้เหล็ก
นักท่องเที่ยวชาวไทย |
|
เดินทางเข้าเขตประเทศพม่าได้ ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.30-18.30 น. โดยใช้บัตรประชาชน หรือบัตรอื่น ๆ
ที่ทางราชการออกให้ ค่าบริการคนละ 40 บาท สินค้าที่ไม่อนุญาตให้ซื้อเข้ามาได้แก่
สินค้าจากซากสัตว์ป่า บุหรี่
และสุราต่างประเทศ
| |
|
พระธาตุดอยเวา พระธาตุดอยเวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 1
ตำบลแม่สาย ก่อนถึงชายแดนแม่สายประมาณ 100 เมตร บนดอยริมฝั่งแม่น้ำแม่สาย
ตามประวัติกล่าวว่า พระองค์เวาหรือเว้าผู้ครองนครโยนกนาคพันธุ์
เป็นผู้สร้างเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุองค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ. 364
นับเป็นพระบรมธาตุที่เก่าแก่องค์หนึ่งรองมาจากพระบรมธาตุดอยตุง
นอกจากนี้บนดอยเวายังเป็นจุดที่สามารถชมทิวทัศน์ของอำเภอแม่สาย
และท่าขึ้เหล็กทางฝั่งพม่าได้อย่างชัดเจน
สามารถนำรถขึ้นไปจนถึงพระธาตุได้
|
 | |
 |
ถ้ำผาจม ถ้ำผาจม
ตั้งอยู่หมู่1 ตำบลแม่สาย อยู่ห่างจากตำบลแม่สาย ไปทางทิศเหนือประมาณ 1.5 กิโลเมตร
ถ้ำผาจมตั้งอยู่บนดอย อีกลูกหนึ่งทางทิศตะวันตกของดอยเวา ติดกับแม่น้ำสาย
เคยเป็นสถานที่ซึ่ง พระภิกษุสงฆ์นั่งบำเพ็ญเพียรภาวนา เช่น พระอาจารย์มั่น
ภูริทัตโต ปัจจุบันมีรูปปั้นพระอาจารย์มั่น ภูริตโต ประดิษฐานไว้บนดอยด้วย
ภายในถ้ำผาจมมี หินงอกย้อยอยู่ตามผนังและเพดานถ้ำ
สวยงามวิจิตรตระการตา
| |
ถ้ำปลา เป็นถ้ำหนึ่งที่มีน้ำไหลภายในถ้ำ
เคยมีปลาชนิดต่างๆ ทั้งใหญ่น้อยว่ายออกมาให้เห็นเป็นประจำ
ภายในถ้ำยังมีพระพุทธรูปศิลปะพม่า สร้างขึ้นโดยพระภิกษุชาวพม่า
ประชาชนทั่วไปเรียกว่า พระทรงเครื่อง
เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนในแถบนี้ |
 | |
|
ถ้ำเสาหินพญานาค เป็นถ้ำที่อยู่ปลายสุดของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ
หมู่ที่ 3 บ้านถ้ำปลา การเดินทางไปถ้ำนี้สามารถไปได้ ทั้งทางน้ำและทางบก
โดยการเดินลัดเลาะตามขอบอ่างเก็บน้ำทางทิศใต้ปากถ้ำวัดความกว้างได้ ประมาณ 4.70
เมตรสูงประมาณ 2.40
เมตรลักษณะของถ้ำเป็นโพรงสูงขึ้นในแนวดิ่งหินงอกมีลักษณะเป็นแท่ง ๆ
ซ้อนกันคล้ายเสาบ้านชาวบ้านจึงเรียกถ้ำนี้ว่า ถ้ำเสาหิน ซึ่งมีลักษณะเป็น 3
ชั้น
|
แหล่งท่องเที่ยวอำเภอแม่ฟ้าหลวง | |
|
|
|
 |
ดอยแม่สลอง ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 75 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 ชั่วโมง
เป็นชุมชนชาวจีนอพยพจากกองพล 93
และมีอนุสรณ์สถานชาวไทยเชื้อสายจีนอดีตทหารจีนคณะชาติ
จัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาต่าง ๆ เปิดทุกวันเวลา 08.00-17.00 น.
ค่าเข้าชมคนไทย 30 บาท ต่างชาติ 50 บาท และในราวต้นเดือนมกราคม
ดอกซากุระจะบานสะพรั่ง ชิมชารสดีและอาหารจีนยูนนาน
จากเชียงรายใช้เส้นทางเชียงราย-แม่จัน 29 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง 1089 ไป 31
กม. เลี้ยวขวาที่สามแยกกิ่วสะไต |
|
ไปอีก 13 กม. เส้นทางลงใช้ทางหลวง 1234-1130 จะผ่านสามแยกอีก้อ
บ้านเย้าผาเดื่อ มีรถสองแถวที่ปากทางขึ้นดอยแม่สลอง เหมาไป-กลับ 800 บาท รถคิวคนละ
50 บาท เวลา 07.00-16.00 น. โทร. 0-1024-0813, 0-6182-2780
| |
|
ดอยหัวแม่คำ เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง
ลีซอและอาข่า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,850 เมตร
จากเส้นทางขึ้นดอยแม่สลองสายเก่า 1130 แล้วเลี้ยวขวาที่สามแยกอีก้อ ผ่านบ้านเทิดไทย
ไปจนถึงบ้านแม่คำ ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 100 กม. ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2 ชม.
เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราวกลางเดือนพฤศจิกายน
ถึงต้นเดือนธันวาคม
ดอกบัวตองจะบานสะพรั่งไปทั้งหุบเขาแซมอยู่ตามหมู่บ้านชาวเขาดูสวยงามมาก
มีบริการรับจองบ้านพักแก่นักท่องเที่ยว ติดต่อเกษตรที่สูงหัวแม่คำ โทร. 0-7192-0551
หลังละ 300 บาท/5 คน มี 3 หลัง
|
 | |
 |
พระตำหนักดอยตุง พระตำหนักดอยตุง
เคยเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเพื่อทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี
มีรูปทรงผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับชาเลย์ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์
มีการแกะสลักไม้ตามกาแล เชิงชายและขอบหน้าต่างเป็นลวดลายต่างๆ โดยฝีมือช่างชาวเหนือ
เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 07.00-18.00 น. ค่าเข้าชมพระตำหนัก คนละ 70 บาท
พระตำหนักดอยตุงจะปิดในช่วงฤดูฝน คือเดือนกรกฎาคม- |
|
กันยายน
ของทุกปี
การเข้าชมจะมีเจ้าหน้าที่นำชมอธิบายความเป็นมาของพระตำหนักเป็นรอบทุกครึ่งชั่วโมง
ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 5376 7015-7
| |
|
สถูปช้างมูบและสวนรุกขชาติช้างมูบ ป่าบนดอยช้างมูบเป็นป่าเสื่อมโทรมจากการทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกฝิ่น
ไม้ใหญ่ถูกตัดโค่นจนเป็นเขาหัวโล้น เมื่อครั้งที่สมเด็จพระศรีนครินทราฯ
เสด็จมาพบแต่หญ้าปกคลุม
จึงมีพระประสงค์ที่จะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม ในปี พ.ศ. 2535
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สนองพระราชดำริสร้างสวนรุกขชาติพื้นที่ 250 ไร่บนดอยช้างมูบ
เพื่อรวบรวมพันธุ์ไม้ที่เคยพบบนดอยช้างมูบ
และเทือกดอยตุงขึ้นเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นถิ่นเอาไว้
พร้อมกับปลูกสนสามใบเป็นไม้เบิกนำ สร้างร่มเงา |
 |
|
ภายในจัดเป็นเส้นทางลัด เลาะไปใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ที่เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมือง
และพันธุ์ไม้ป่าหายากจำนวนมาก ทั้งกล้วยไม้ดิน พญาเสือโคร่ง สนภูเขา
และที่น่าสนใจที่สุดก็คือกุหลาบพันปี ที่เป็นไม้เด่น
และเน้นปลูกในสวนรุกขชาติแห่งนี้มากที่สุด กุหลาบพันปีจะออกดอกในช่วงเดือน
ก.พ.-มี.ค.นอกจากนี้เส้นทางในสวนรุกขชาติยังเดินตามไหล่เขาไปจนถึงระเบียงชมวิว
มองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลไปจนถึงชายแดนพม่าและลาว ไม่ไกลออกไปมีลำธารเล็ก ๆ
มีน้ำไหลเย็นตลอดปีบนเนินด้านหน้าทางเข้าสวนรุกขชาติมีสถูปขนาดเล็กสูงประมาณ 3 ม.
สร้างไว้บนก้อนหินใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนช้างหมอบ จึงเรียกว่า สถูปช้างมูบ
เป็นสถูปโบราณไม่ทราบประวัติที่แน่นอน แต่น่าจะมีอายุกว่า 100
ปี | |
 |
พระธาตุดอยตุง
พระธาตุดอยตุง ตั้งอยู่บริเวณ กม. ที่ 17.5 ของทางหลวงหมายเลข
1149 เป็นที่บรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า
นำมาจากมัธยมประเทศ นับเป็นครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์
ได้มาประดิษฐานที่ล้านนาไทย เมื่อก่อสร้างพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้
ได้ทำธงตะขาบ (ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ตุง) ใหญ่ยาวถึงพันวา ปักไว้บนยอดดอย
ถ้าหากปลายธงปลิวไปไกลถึงเมืองไหน ก็จะกำหนดเป็นฐานพระสถูป
เหตุนี้ดอยซึ่งเป็นที่ประดิษฐานปฐมเจดีย์แห่ง |
|
ล้านนาไทย จึงปรากฏ นามว่า ดอยตุง
พระธาตุดอยตุงเป็นปูชนียสถานที่สำคัญ
เมื่อถึงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและเพื่อนบ้านจากประเทศใกล้เคียง
เช่น ชาวเชียงตุงในรัฐฉาน ประเทศสหภาพพม่า ชาวหลวงพระบาง เวียงจันทน์
เดินทางเข้ามานมัสการทุกปี | |
| |