ท่องเที่ยว  จ.เชียงใหม่   

   

เชียงใหม่ ข้อมูลท่องเที่ยว

เชียงใหม่หรือชื่อเต็มว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ หรือเวียงพิงค์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า  เชียงใหม่   เป็นสถานที่ใฝ่ฝันของนักเดินทางที่จะต้องหาโอกาสไปเยือนสักครั้ง เชียงใหม่เป็นเมืองที่สวยทั้งภูมิประเทศและผู้คน  อากาศดี ในฤดูหนาวจะมีดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่วไม่ว่าจะเป็นตามริมทาง ตามดอยต่างๆ สร้างบรรยากาศให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าเที่ยว ในช่วงฤดูหนาวของแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศไปเที่ยวกันมาก ที่พักต่างๆ หายากในช่วงดังกล่าว  เชียงใหม่เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่มีเสน่ห์ เป็นเมืองที่มีชาวเมืองอาศัยอยู่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อ 700 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยเมืองเชียงใหม่ก็ยังอยู่ในที่เดิมๆ เพียงแต่เก่าและผุพังไปตามกาลเวลา ปัจจุบัน เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวของภาคเหนือมีสายการบินต่างๆ บินตรงมาลงเชียงใหม่ เช่นจากญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป จีน บินตรงมาลงเชียงใหม่ โดยไม่ต้องผ่านกกรุงเทพฯ ต่อไป เชียงใหม่ จะยิ่งเจริญมากยิ่งขึ้น 

เชียงใหม่ สร้างโดยพญามังรายมหาราชปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายเมื่อพ.ศ. 1839 ราชวงศ์นี้ได้ปกครองต่อมาอีก 200 ปี เมืองนี้จึงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าในปีพ.ศ. 2101 เป็นเวลา 216 ปี ต่อมาในปีพ.ศ. 2317 พระเจ้าตากสินมหาราชมาขับไล่พม่าออกไป เชียงใหม่จึงรวมเข้าในอาณาจักรสยามนับแต่นั้นมา ต่อมาในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เชียงใหม่ มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช และเมื่อมีการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เชียงใหม่  เปลี่ยนฐานะเป็นมณฑลพายัพ  จากมณฑลพาพัพได้เปลี่ยนมาเป็นจังหวัดในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันเชียงใหม่นับเป็นเมืองใหญ่และสำคัญที่สุดของภาคเหนือ และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นเมืองที่รวบรวมศิลปกรรม โบราณวัตถุ ตลอดจนวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนาไทยเอาไว้ โดยทั่วไปแล้วพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขา มีที่ราบอยู่ตอนกลางตามสองฟากฝั่งแม่น้ำปิง

สถานที่ท่องเที่ยว ย่านตัวเมือง เชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สูงที่สุดของอาณาจักรล้านนา สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ.๑๙๑๓-๑๙๕๔) ต่อมาพระยาติโลกราชโปรดให้ช่างขยายเจดีย์ให้สูงและกว้างกว่าเดิม แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๔ และอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานระหว่าง พ.ศ.๒๐๑๑-๒๐๙๑ นานถึง ๘๐ ปี ต่อมาในสมัยพระนางจิระประภา ได้เกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๘๘ ทำให้ยอดเจดีย์หักโค่นลง ปัจจุบันเจดีย์มีความสูงคงเหลือ ๔๐.๘ เมตร ฐานกว้างด้านละ ๖๐ เมตร    วิหารหลวงของวัดนี้เจ้าคุณอุบาลีคุณปรมาจารย์ (สิริจันทะเถระ) และเจ้าแก้วนวรัฐเป็นผู้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๑  ภายในเป็นที่ประดิษฐานพรอัฏฐารถ หน้าประตูทางเข้าวิหาร มีบันไดนาคเลื้อยงดงามยิ่ง ใช้หางเกี่ยวกระหวัดขึ้นไปเป็นซุ้มประตูวิหาร นาคคู่นี้เป็นฝีมือเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เดิมได้ชื่อว่าเป็นนาคที่สวยที่สุดของภาคเหนือและในวัดเจีย์หลวงนี้ยังมี เสาอินทขิล หรือ เสาหลักเมือง สร้างขึ้นเมื่อครั้งพ่อขุนเม็งรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็กๆ เสาอินทขิลนี้สร้างด้วยไม้ซุงต้นใหญ่ ฝังอยู่ใต้ดิน ทุกปีในวันแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๘ (เหนือ) หรือประมาณเดือนพฤษภาคมจะมีงานเรียกว่า เข้าอินทขิล เป็นการฉลองหลักเมือง
วัดพันเตา
สร้างขึ้นในพุทธศวรรตที่ 19 ประมาณปลายปี พ.ศ. 1934 มีความเก่าแก่ร่วมสมัยเดียวกันกับวัดเจดีย์หลวง สร้างขึ้นเพื่อเป็นบริวารล้อมรอบเขตพุทธาวาสของวัดเจดีย์หลวงซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๔ วัด ในทิศอันเป็นมงคลทั้ง 4 มุม  แต่เดิมมีชื่อเรียกว่าวัดปันเต้า  ต่อมาในปี พ.ศ. 1954  ได้มีการเททองหล่อพระอัฏฐารส พร้อมทั้งพระสาวกพระโมคคัลลานะ และ พระสารีบุตร  ได้ใช้วัดปันเต้านี้ที่เททองสำริด ในการเททองนั้นจะต้องเทอย่างต่อเนื่อง เตาที่ใช้จึงมีถึงพันเตา แล้วพิธีเททองแล้วเสร็จในเวลาต่อมาจึงเรียกวัดนี้ว่าวัดพันเตา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2101 เมืองเชียงใหม่ตกอยู่ใต้การยึดครองของพม่าเป็นเวลาถึง 216 ปี วัดต่างๆ จึงถูกปล่อยทิ้งร้าง ผู้คนในเมืองเชียงใหม่ถูกต้อนไปยังพม่า จึงกระทั่งกองทัพพระเจ้ากรุงธนบุรีส่งกำลังมาขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จจึงตั้งเจ้ากาวิละขึ้นเป็นเจ้าปกครองนครเชียงใหม่ วัดพันเตาจึงได้รับการบูรณะขึ้น  ครั้งถึงสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ ได้โปรดให้รื้อคุ้มหลวงของพระเจ้ามโหตรประเทศฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่๕ สร้างเป็นวิหารถวายวัดพันเตาเป็นวิหารไม้สักทั้งหลัง นับว่าเป็นคุ้มหลวงที่เหลืออยู่เพียงหลังเดียวของล้านนาในปัจจุบัน
วัดพระสิงห์วรวิหาร
อยู่ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง พญาผายูกษัตริย์องค์ที่ ๕ ในราชวงศ์เม็งรายโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้น ในปีพ.ศ. ๑๘๘๘ พร้อมทั้งสร้างพระเจดีย์สูง ๒๔ ศอกองค์หนึ่ง เพื่อใช้เป็นที่บรรจุอัฐิของพญาคำฟู พระราชบิดา มีพระพุทธรูปที่สำคัญอยู่องค์หนึ่งคือพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ตามประวัติเล่าว่าเจ้ามหาพรหมได้เชิญพระสิงห์มาจากเมืองกำแพงเพชรเพื่อถวายแด่พระเจ้าแสนเมืองมา แต่พอราชรถมาถึงวัดมีเหตุให้ต้องอัญเชิญประดิษฐานไว้ที่นี่ เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ชาวเมืองจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้แห่ไปตามถนนรอบเมืองเพื่อให้ประชาชนสรงน้ำโดยทั่วกัน ในวิหารลายคำซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องสุพรรณหงส์ และสังข์ทองซึ่งพบเพียงที่นี่แห่งเดียว ยังมีศิลปกรรมอื่นๆ ที่น่าชม ได้แก่ พระอุโบสถตกแต่งแบบศิลปะล้านนา หอไตรประดับด้วยรูปปูนปั้นเทวดา และเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา
วัดเจ็ดยอด
ตั้งอยู่บนถนนซูเปอร์ไฮเวย์(เชียงใหม่-ลำปาง) ห่างจากตัวเมือง ๔ กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๐๒๐ โดยพระเจ้าติโลกราชกษัตริย์แห่งราชวงศ์เม็งราย

เจดีย์เจ็ดยอด ลักษณะคล้ายกับมหาวิหารโพธิที่พุทธคยาในประเทศอินเดีย ที่ฐานเจดีย์ประดับปูนปั้นรูปเทวดา ด้านนอกพระเจดีย์ก็เช่นกันประดับงานปูนปั้นรูปเทวดาทั้งนั่งขัดสมาธิและยืนทรงเครื่องที่มีลวดลายต่างกันไปดูงามน่าชม สถูปเจดีย์พระเจ้าติโลกราช เมื่อพระเจ้าติโลกราชสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๐๓๐ พระยอดเชียงราย ราชนัดดาได้สืบราชสมบัติแทน และโปรดให้สร้างสถูปใหญ่บรรจุอัฐิของพระอัยกาธิราช และ สัตตมหาสถาน คือสถานที่สำคัญในพุทธประวัติเจ็ดแห่ง ได้แก่ โพธิบัลลังก์ อนิมิตเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ อชปาลนิโครธเจดีย์ ราชายตนเจดีย์ ปัจจุบันเหลืออยู่ที่วัดเจ็ดยอดเพียงสามแห่ง คือ อนิมิตเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ มุจจลินทเจดีย์

ที่วัดนี้เป็นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือ ในรัชสมัยพระยาติโลกราช พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ทรงสนับสนุนคณะสงฆ์นิกายสิงหล (ลังกาวงศ์) ทรงส่งเสริมการเล่าเรียนทางด้านปริยัติธรรม ทำให้ภิกษุล้านนามีความเชี่ยวชาญภาษาบาลี และในปีพ.ศ. ๒๐๒๐ โปรดให้ประชุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่เพื่อชำระพระไตรปิฎก ณ วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอดในปัจจุบัน) ใช้เวลา ๑ ปีจึงเสร็จ นับเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ ของโลก เป็นครั้งแรกของไทย และถือเป็นหลักปฏิบัติของสงฆ์ในล้านนา

วัดสวนดอก หรือวัดบุปผาราม
ตั้งอยู่ที่ถนนสุเทพ ในเขตอำเภอเมือง พญากือนาทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1914 (ศักราชนี้ถือตามหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ของพระรัตนปัญญาเกตุ) เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถระสุมน ผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในล้านนา วัดนี้แต่เดิมเป็นพระราชอุทยานของกษัตริย์ล้านนาไทยสมัยแรกเริ่ม มีสถาปัตยกรรมสำคัญ คือ เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงกลม กู่บรรจุอัฐิเจ้าตระกูล ณ เชียงใหม่ และวิหารโถง นอกจากนี้ ยังเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าเก้าตื้อ ซึ่งพญาเมืองแก้วโปรดให้หล่อขึ้น เป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ ศิลปะล้านนาผสมกับศิลปะสุโขทัย
สวนสัตว์เชียงใหม่
ตั้งอยู่ที่สุดถนนห้วยแก้วบริเวณตีนดอยสุเทพ เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ได้รับการจัดสภาพอย่างดี บริเวณกว้างขวาง มีบรรยากาศร่มรื่น และมีสัตว์อยู่มากกว่า ๒,๐๐๐ ชนิด ทั้งที่มีอยู่ในเมืองไทยและนำมาจากต่างประเทศ ภายในสวนสัตว์ยังมีอุทยานสัตว์น้ำ ๗๐๐ ปี ศรีนครพิงค์ สวนนกเพนกวิน และสวนนกฟิ้นซ์ซึ่งเป็นนกขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามจนได้รับการขนานนามว่าเป็น อัญมณีบินได้

เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเฝ้าชมพฤติกรรมสัตว์ยามค่ำคืน   ค่าเข้าชมผู้ใหญ่  บาท เด็ก ๕ บาท ค่ารถคันละ ๕๐ บาท รายละเอียดสอบถามที่ประชาสัมพันธ์สวนสัตว์เชียงใหม่ โทร.๐๕๓-๒๑๐๓๗๔

นอกจากจะมีสัตว์นานาชนิดแล้วที่สวนสัตว์เชียงใหม่ยังมีหมีแพนด้าจากประเทศจีนให้ชมอีกด้วย โดยเก็บค่าเข้าชมคนไทย ผู้ใหญ่ ๕๐ บาท เด็ก ๒๐ บาท ต่างชาติ ผู้ใหญ่ ๑๐๐ บาท เด็ก ๕๐ บาท   หมายเหตุ ค่าเข้าชมนี้เก็บแยกจากบัตรผ่านประตูสวนสัตว์เชียงใหม่

ภายในสวนสัตว์มีร้านอาหาร สถานที่แค้มปิ้งพร้อมเต็นท์ ไว้บริการนักท่องเที่ยว ติดต่อจองล่วงหน้าที่ โทร. ๐๕๓-๒๒๑๑๗๙ เข้าไปชมรายละเอียดได้ที่ www.zoothailand.org E-mail: chiangmai@zoothailand.org

หอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่
ตั้งอยู่ที่ ถนนพระปกเกล้า ต.ศรีภูมิ (ใกล้กับวัดพระสิงห์) บริเวณที่ตั้งเคยเป็นสะดือเมือง ตั้งแต่สมัยพระยาเม็งราย เป็นที่ตั้งของเสาอินทขีล หรือเสาหลักเมือง ก่อนที่พระเจ้าติโลกราชจะโปรดให้ย้ายเสาอินทขีลไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง ที่ดินนี้เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากาวิโรรสสริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 6 จนถึงสมัยเจ้าดารารัศมี เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองตามระบบเทศาภิบาล ได้ประทานให้รัฐบาล
ตัวอาคารสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2467 เคยใช้เป็นศาลาว่าการมณฑลพายัพ และศาลากลางจังหวัดเขียงใหม่ หลังจากที่ย้ายไปใช้ศาลากลางหลังใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่จึงขอปรับปรุงอาคารเพื่อใช้เป็นพิฑิธภัณฑ์ในปี พ.ศ.2540 และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในปี พ.ศ. 2542 ประเภทที่ทำการอาคารสาธารณะ จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์
ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่ และวิถีชีวิตวัฒนธรรมท้องถิ่น นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มา และที่อาคารส่วนหลังจัดแบ่งเป็นห้องแสดงนิทรรศการหมุนเวียน
วันเวลาเปิดทำการ 08.30-17.00 วันอังคาร-อาทิตย์ ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ปิดทำการวันจันทร์ ค่าเข้าชม 20 บาท นักเรียนนักศึกษา 10 บาท รายละเอียดติดต่อโทร. 0 5321 7793, 0 5321 9833 โทรสาร 0 5321 9833 หรือ www.chiangmaicitymuseum.org
อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย
ตั้งอยู่ตรงทางขึ้นดอยสุเทพ ก่อนถึงน้ำตกห้วยแก้ว ครูบาศรีวิชัยเป็นนักบุญแห่งล้านนาไทยผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเชียงใหม่และประชาชนโดยทั่วไป ผู้ที่จะขึ้นไปดอยสุเทพมักจะแวะนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเพื่อความเป็นสวัสดิมงคล ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้ประชาชนชาวเหนือร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นไปสู่วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ โดยเริ่มลงมือ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 และแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2478 รวมระยะทางจากเชิงดอยไปถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ 10 กิโลเมตร
พระบรมธาตุดอยสุเทพ
พระบรมธาตุดอยสุเทพเป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งของเมืองเชียงใหม่ ประดิษฐานอยู่บนดอยสุเทพ สูงจากระดับน้ำทะเล ๑๐๐๐ เมตร ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวเมือง ห่างจากตัวเมืองเก่าประมาณ ๑๐ กิโลเมตร สามารถมองเห็นจากตัวเมืองได้ชัดเจน และเมื่อขึ้นไปอยู่ที่พระบรมธาตุ ก็จะเห็นตัวเมืองเชียงใหม่ได้ทั้งหมด มีบันไดนาคเจ็ดเศียรทอดจากทางขึ้นไปถึงซุ้มประตูวัด จำนวน ๓๐๐ ขั้น ุ องค์พระบรมธาตุสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๖ โดยพระเจ้ากือนา กษรัตริย์องค์ที่ ๖ ของราชวงค์เม็งราย เพื่อบรรจุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเศียรของพระพุทธเจ้า  ต่อมาครูบาศรีวิชัยได้บอกบุญชักชวนชาวเหนือ ให้ช่วยกันสร้างถนนจากเชิงดอยไปจนถึงยอดดอย ณ ที่ตั้งพระบรมธาต   องค์พระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ใต้ดินลึกลงไป ๘ ศอก ดังนั้นจึงห้ามมิให้สตรีเข้าไปภายในฐานเจดีย์ และก่อนที่จะเข้าสู่ภายในบริเวณองค์พระบรมธาตุ ต้องถอดรองเท้าไว้ที่เชิงบันไดเสียก่อน  ในวันวิสาขบูชาของทุกปี หรือวันเพ็ญเดือน 6 จะมีประเพณีการเดินขึ้นดอยสุเทพเป็นประจำ เพื่อนมัสการพระธาตุดอยสุเทพถือเป็นสิริมงคลและได้กุศลแรง
พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์
พระตำหนักภูพิงราชนิเวศน์ ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงของดอยสุเทพ-ปุย อยู่ห่างจากดอยสุเทพขึ้นไปอีก 4 กิโลเมตร บริเวณรอบพระตำหนักประดับประดาไปด้วยพรรณไม้ดอกไม้ประดับที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุหลาบที่พระตำหนักภูพิงเลื่องลือในเรื่องของความสวยงามและดอกมีขนาดใหญ่มาก ในช่วงปกติพระตำหนักภูพิงค์เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้เข้าชมในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ โดยเสียค่าบำรุงสถานที่คนละ 50 บาท แต่หากช่วงไหนที่มีเสด็จแปรพระราชฐานก็จะปิดเป็นการชั่วคราว
เวียงกุมกาม
เวียงกุมกาม เป็นเมืองเก่าแก่ของล้านนาที่สร้างเมืองขึ้นมาก่อนเมืองเชียงใหม่โดยพญาเม็งราย สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 1829  แต่เนื่องแม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศ เมืองจะอยู่ได้ไงถ้าไม่มีน้ำจึงทำต้องย้ายเมืองมายังทำเลใหม่คือเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน ต่อมาเกิดน้ำท่วมใหญ่ เมืองเวียงกุมกามจึงถูกตะกอนทับถมจมอยู่ใต้ดิน เมืองกลายเป็นนครใต้บาดาลอยู่อย่างนั้นมา 700 กว่าปี จนพื้นที่ทั้งหมดนั้นกลายเป็นสวนลำไยของชาวบ้าน ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ชาวบ้านได้ขุดสวนลำไยลงไปลึกได้ประมาณ 2 เมตร ได้พบกับชั้นศิลาแลงจึงขุดสำรวจลงไปจึงรู้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้าง  หลังจากนั้นกรมศิลปากรจึงเข้ามาทำการสำรวจขุดค้น จึงปรากฎเป็นเมืองเก่าในอดีตที่ยังสมบูรณ์เพียงแต่จมอยู่ใต้ดิน การขุดค้นจนถึงวันนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ยิ่งขุดยิ่งเจอ แต่ปัญหาคือที่ดินบริเวณนั้นเป็นที่ของชาวบ้านจึงทำให้การขุดค้นเป็นไปได้ลำบาก แต่ก็มีเจ้าของที่หลายรายที่ยกที่ดินให้เป็นสมบัติของชาติ กรมศิลปากรจึงได้ทำการขุดค้นพบโบราณสถานมากมาย

สถานที่ตั้ง เวียงกุมกามอยู่ทางใต้ของเมืองเชียงใหม่ ห่างจากกำแพงเมืองเชียงใหม่มาทางลำพูนเชียง 6 กิโลเมตร อยู่ในเขตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี  สถานที่นี้มีความสำคัญและเป็นมรดกชิ้นใหม่ของชาติ แต่เสียดายที่คนไทยไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าอะไรคือเวียงกุมกาม มาจากไหนไม่เคยได้ยิน ก็เลยได้นำมานำเสนอให้ได้รับรู้กัน หากมีโอกาสไปเชียงใหม่น่าหาเวลาแวะไปเที่ยวเวียงกุมกามสักครึ่งวัน ท่านจะได้รู้ได้เห็นอะไรมากมาย  สถานที่นี้ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวบ่อย คิดว่าเป็นอีกจุดท่องเที่ยวหนึ่งที่น่าสนใจและควรศึกษา

การเดินทาง จากเชียงใหม่ลงมาตามเส้นทางสาย 108 เส้นทางเดียวกับที่ไปดอยอินทนนท์ จนถึงสี่แยกใหญ่แยกแรกให้สังเกตป้ายเวียงกุมกามตัวเท่าหม้อแกง ให้เลี้ยวซ้าย ขับไปเรื่อยๆ อย่างสบายอารมณ์ พอข้ามสะพานไปแล้วให้เริ่มสังเกตทางซ้ายมือ จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเวียงกุมกาม ให้แวะที่จุดนี้แล้วติดต่อที่ศูนย์  ทุกอย่างจะเรียบร้อย

เชียงใหม่ ถนนคนเดิน
ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีการจัดงานถนนคนเดินขึ้นภายในคูเมืองบริเวณถนนราชดำเนิน โดยเริ่มจากประตูท่าแพไปจนถึงสามแยกถนนสามล้าน  เป็นการจัดแผงขายสินค้าบริเวณสองฝั่งถนน สินค้าที่นำออกมาวางขายมีมากมายทั้งสินค้าพื้นเมือง สินค้า OTOP และอีกมากมายหลายอย่าง นับว่าเป็นสีสันของการท่องเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่ แต่ก่อนนั้นจัดขึ้นนอกคูเมืองบริเวณถนนท่าแพ ทำให้รถติดและไม่มีเสน่ห์เพราะเป็นการจัดบนถนนธรรมดา แต่เมื่อย้ายการจัดมาจัดภายในกำแพงเมืองเชียงใหม่ ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงบรรยากาศแบบเมืองเหนือเพราะภายในคูเมืองยังคงรักษาเอกลักษณ์ของบ้านเรือนโบราณไว้เป็นอย่างดี ถนนไม่ใช่ถนนลาดยางที่รถวิ่ง แต่เป็นถนนที่เรียงด้วยอิฐตัวหนอนเหมือนเป็นถนนเดินเล่นมิใช่ถนนรถวิ่ง ริมถนนยังมีวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณคูเมืองให้นักท่องเที่ยวได้ชมแบบได้บรรยากาศ ทั้งวัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ วัดพันเตา และอีกมากมายหลายวัดล้วนมีศิลปะที่สวยงาม  เรียกว่ามาถนนคนเดียวได้เห็นถึงวิถีชีวิตคนเมือง ได้เห็นแม่สาวเจียงใหม่ ได้ชมวัดไหว้พระ ได้ซื้อของติดไม้ติดมือ  ถ้าไปเชียงใหม่คราใดหากตรงช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์อย่าได้พลาดเชียว
กาดวโรรส หรือ ตลาดวโรรส
หากใครมาเที่ยวเชียงใหม่แล้วไม่รู้จักตลาดวโรรส กลับไปมีหวังโดนเพื่อนแซวแน่ถือว่าตกข่าว เหมือนมาไม่ถึงเชียงใหม่  ที่นี่เป็นแหล่งขายของฝากที่ขึ้นชื่อที่สุดของเชียงใหม่  เป็นที่รวบรวมสินค้าของฝากมากหลายทุกชนิดที่มีขายในเชียงใหม่ แหนมสารพัดยี่ห้อ หมูยอสารพัดแบบ น้ำพริกหนุ่มดังๆ แคบหมูสูตรเด็ด ไส้อั่วชั้นดี  และอีกทุกๆ อย่างที่เป็นของฝากที่มีขายในเชียงใหม่ล้วนมีขายที่นี่ สนนราคาก็ไม่แพง เรียกว่าถูกว่าแหล่งอื่นที่เป็นแหล่งขายของฝากนักท่องเที่ยวอย่างตลาดหลังไนซ์ หรือตามห้างต่างๆ 

การเดินทางมากาดวโรรสก็สะดวกสบาย หากเดินทางมากันเองเป็นรถตู้ก็บอกคนขับว่าไปตลาดวโรรส เดี๋ยวคนขับก็พาไปส่งเอง แต่คนขับไม่ค่อยจะพาไปอ้างว่าไม่มีที่จอดรถ อ้างรถติดอ้างโน่นอ้างนี่ อันนี้ก็ต้องคุยกันเอง   ถ้าเดินทางมากันเองโดยรถโดยสารก็เรียกรถสองแถวแดงบอกว่าไปกาดวโรรส 10 บาทเท่านั้นเอง  ( ตอนน้ำมันลิตรละ 14.59บาท )  จากกาดวโรรสมีรถสองแถวมากมายสามารถเรียกให้ไปส่งได้ทุกที่ทั้งสถานีรถไฟ สถานีขนส่งอาเขต ส่วนสนามบินอยู่ไกลต้องเหมาเป็นกรณีๆ ไป

ตลาดดอกไม้สด กาดต้นลำไย
เวลาผมพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวเชียงใหม่ผมมักจะพานักท่องเที่ยวไปซื้อของที่ตลาดวโรรสซึ่งเป็นของฝากจำพวกแห้งๆ  ขากลับก็ต้องเดินผ่านกาดต้นลำไย กาดนี้เป็นแหล่งขายของทั่วไปโดยเฉพาะผลไม้หลากหลายทั้งสตอบอรี่ ลิ้นจี่ ส้ม และอาหารพื้นเมืองแปลกๆ เช่น ลูกก่อคั่ว หมกปลา และอีกหลายอย่าง  พอเดินออกมาจากกาดต้นลำไยก็จะเจอตลาดดอกไม้สด มีวางขายยาวตลอดแนวถนน  นับว่าเป็นเส้นทางที่สวยงามมีแต่ดอกไม้สวยๆ ตลอดทางเดิน มีสินค้าหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าซื้อกลับบ้าน เช่นดอกฟิลโล ที่มีแต่ก้านยาวๆ ที่ปลายมีดอกสีขาว เมื่อซื้อกลับมาบ้านแล้วใส่แจกันให้ดอกบานก็สวยดีอยู่ได้ถึง 1 ปีโดยดอกไม้ร่วง นอกจากนั้นยังมีดอกไม้สวยๆ ที่เหมาะกับการเดินชม จุดนี้เป็นแหล่งรวมของดอกไม้สดของเชียงใหม่ บรรดาผู้ที่ต้องการใช้เช่นโรงแรมต่างๆ ก็จะมาหาซื้อกันที่นี่  เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าเดินเที่ยว ราคาดอกไม้ก็ไม่แพงเห็นแล้วอยากซื้อแต่ก็ไม่รู้ซื้อแล้วจะเอากลับไปยังไง เดินชมดีกว่า

สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางสาย 108 อินทนนท์ จอมทอง ฮอด

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
แต่เดิมดอยอินทนนท์มีชื่อว่า ดอยหลวง หรือ ดอยอ่างกา ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่าดอยอ่างกานั้น มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก ๓๐๐ เมตร มีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่างน้ำ แต่ก่อนนี้มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา ต่อมาจึงรวมเรียกว่า ดอยอ่างกา ยอดดอยอินทนนท์เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (๒.๕๖๕ เมตร) มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี เป็นที่ตั้งของสถานีเรด้าของกองทัพอากาศไทยและเป็นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้และหวงแหนดอยหลวงเป็นอย่างมากต้องการที่จะอนุรักษ์ไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน ท่านผูกพันกับที่นี่มากจึงสั่งว่าหากสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ขอให้แบ่งเอาอัฐิส่วนหนึ่งมาไว้ที่นี่
การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองขึ้นไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ประมาณ ๑๐๖ กิโลเมตร ออกจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๐๘ เชียงใหม่-จอมทอง ถึงหลักกิโลเมตรที่ ๕๗ ก่อนถึงอำเภอจอมทอง ๑ กิโลเมตร แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๑๐๐๙ สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง ๔๘ กิโลเมตรถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ทางค่อนข้างสูงชัน รถที่นำขึ้นไปจะต้องมีสภาพดีนักท่องเที่ยวต้องเสียค่าธรรมเนียมบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๘ ผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวสามารถขึ้นรถสองแถวที่หน้าวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารหรือที่น้ำตกแม่กลาง ซึ่งจะเป็นรถโดยสารประจำทางไปจนถึงที่ทำการอุทยานฯตรงหลักกิโลเมตรที่ ๓๑ และหมู่บ้านใกล้เคียง ค่าโดยสาร ๒๐ บาทต่อคน แต่หากต้องการจะไปยังจุดต่างๆ ต้องเหมาไปคันละประมาณ ๑,๓๐๐ บาท
มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ ๙ ของเส้นทางหมายเลข ๑๐๐๙ มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ และมีนิทรรศการเกี่ยวกับธรรมชาติ สัตว์ป่า และอื่นๆ บริเวณที่ทำการมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม รวมถึงบ้านพัก ร้านอาหาร และสถานที่กางเต็นท์สำรองที่พักล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. ๐๒-๕๖๒๐๗๖๐ หรือสำรองที่พักด้วยตนเองที่ http://www.dnp.go.th
อ่างกาหลวง

เส้นทางนี้ศึกษาธรรมชาติเส้นนี้ สำรวจวางแนวและออกแบบเส้นทางเดินโดย คุณไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิทยาและอาสาสมัครชาวแคนาดาประจำอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานและทุ่มเทให้กับอินทนนท์ เขาได้เสียชีวิตที่นี่ด้วยโรคหัวใจ คติข้อหนึ่งของคุณไมค์คือ รักโลกนี้เสมอไปทำงานเพื่อปกป้องแต่ต้องไม่ลืมหาความสุขจากมันด้วย

เส้นทางนี้มีระยะทาง 360 เมตร พื้นที่นี้เป็นหนองน้ำซับในหุบเขา จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ ป่าดิบเขาระดับสูง ลักษณะของพรรณไม้เขตอบอุ่นผสมกับเขตร้อนที่พบเฉพาะในระดับสูง นกประจำถิ่นบางชนิด การสะสมของอินทรียวัตถุในป่าดิบเขา ลักษณะอากาศเฉพาะถิ่น พืชที่อาศัยเกาะติดต้นไม้ ลักษณะของต้นน้ำลำธาร และลักษณะของต้นไม้บนดอยอ่างกา เช่นต้นข้าวตอกฤาษีที่ขึ้นตามพื้นดิน (ข้าวตอกฤาษี เป็นพืชที่ต้องการความอุดมสมบูรณ์สูง จะขึ้นในที่สูงกว่า 2,000 เมตรเท่านั้น และเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้น อากาศเย็น) กุหลาบพันปี
ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นทางอื่นอีก แต่ละเส้นทางเหมาะที่จะศึกษาสภาพธรรมชาติที่แตกต่างกันไป เช่น ความหลากหลายของสังคมพืช การฟื้นฟูสภาพป่าที่ถูกทำลาย ความสำคัญของต้นน้ำ การกำเนิดถ้ำ การทำการเกษตรของชาวเขา แหล่งดูนก ระยะทางเดินเริ่มตั้งแต่ 1 จนถึง 8 กิโลเมตร ศึกษารายละเอียดเส้นทางได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ การใช้เส้นทางต้องแจ้งให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯทราบ เพื่อพิจารณาอนุญาตเป็นการเฉพาะราย เฉพาะกรณี และจะต้องติดต่อขอคนนำทางจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ณ ที่ทำการฯ บริเวณหลักกิโลเมตร ที่ 31

กิ่วแม่ปาน
เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ ทางเข้าอยู่กิโลเมตรที่ 42 ด้านซ้ายมือ ระยะทางเดิน 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติโดยแท้จริง ระหว่างทางเดินจะพบป่าดิบเขา (Hill Evergreen) ก่อนผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าซึ่งเคยเป็นพื้นที่ป่าถูกทำลาย เพื่อเป็นการศึกษาลักษณะการเกิดผลกระทบต่อเนื่องบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ป่าสมบูรณ์กับพื้นที่ถูกทำลาย (edge effect) หลังจากนั้นทางเดินจะเลาะริมผามีไอหมอกปลิวผ่านตลอดเวลา สองข้างจะพบดอกกุหลาบพันปี หรือ Rhododendron (ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ขึ้นตามป่าในระดับสูง มีพันธุ์ดอกสีขาวและสีแดง เวลาออกดอกช่วงแรกมีลักษณะเหมือนปลีกล้วย ก่อนที่จะบานเต็มต้นในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ พบมากในแถบเทือกเขาหิมาลัยและเป็นไม้ประจำชาติของเนปาลด้วย) มองลงไปยังเบื้องล่างจะพบทัศนียภาพที่งดงามของอำเภอแม่แจ่ม

การใช้เส้นทางนี้ต้องลงทะเบียนขอรับใบอนุญาตให้ใช้เส้นทางจากหัวหน้าอุทยานฯ และควรจัดกลุ่มละไม่เกิน 15 คน ทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้นำอาหรเข้าไปรับประทานในเส้นทาง และจะปิดเส้นทางเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัวไม่อนุญาติให้เข้าไปท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปี

พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ
ตั้งอยู่บนกิโลเมตรที่ ๔๑.๕ทางด้านซ้ายมือ สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ พระมหาธาตุทั้ง ๒ องค์นี้ มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ ฐานเป็นรูป ๑๒ เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น ๒ ระดับ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา รอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างสวยงาม
โครงการหลวงอินทนนท์

ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านขุนกลาง ตำบลห้วยหลวง อำเภอจอมทอง เดินทางตามเส้นทางสู่ดอยอินทนนท์ ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือเป็นทางลูกรังเข้าสู่โครงการฯ อีกประมาณ 1 กิโลเมตร โครงการหลวงอินทนนท์ รับผิดชอบส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้แก่ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและชาวเขาเผ่าแม้วในพื้นที่ ผลิตผลหลักของโครงการ คือ ไม้ดอกเมืองหนาวต่างๆ เช่น คาร์เนชั่น เบญจมาศ สแตติส ยิบโซ เป็นต้น นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมแปลงปลูกดอกไม้ ห้องทดลองทำการเพาะขยายพันธุ์ และยังสามารถแวะชมแปลงปลูกดอกไม้ของชาวเขาในหมู่บ้านซึ่งอยู่บริเวณปากทางเข้าโครงการฯได้ด้วย
น้ำตกสิริภูม
เป็นน้ำตกซึ่งไหลมาจากหน้าผาสูงชัน เป็นทางยาวสวยงามมาก สามารถมองเห็นได้จากถนนขึ้นดอยอินทนนท์ตรงที่ทำการอุทยานฯ จะเห็นเป็นสายน้ำตกแฝดไหลลงมาคู่กันแต่เดิมเรียกว่า เลาลี ตามชื่อของหมู่บ้านม้ง (แม้ว) เลาลี ซึ่งอยู่ใกล้ๆ น้ำตก น้ำตกสิริภูมิตั้งอยู่ตรงกิโลเมตรที่ ๓๑ ของทางหลวงหมายเลข ๑๐๐๙ มีทางแยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ ๒ กิโลเมตร แต่รถไม่สามารถเข้าไปใกล้ตัวน้ำตกได้ นักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าเข้าไปบริเวณด้านล่างของน้ำตก
น้ำตกวชิรธาร
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เดิมชื่อ ตาดฆ้องโยง ตัวน้ำตกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๗๕๐ เมตร น้ำจะดิ่งจากผาด้านบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ในช่วงที่มีน้ำมากละอองน้ำจะสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณรู้สึกได้ถึงความเย็นและชุ่มชื้น สะพานไม้ที่ทอดยาวเข้าไปหาหน้าผานั้นจะเปียกลื่นอยู่ตลอดเวลาในฤดูน้ำมากแต่หากเดินเข้าไปจนสุดจากจุดนั้นจะได้สัมผัสกับความงามของน้ำตกมากที่สุด
การเดินทาง  จากเชิงดอยอินทนนท์ขึ้นไปถึงกิโลเมตรที่ ๒๑ จะเห็นป้ายบอกทางแยกขวาเข้าน้ำตก ลงไป ๕๐๐ เมตร ถนนจะถึงที่ตัวน้ำตก อีกเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็นเส้นทางเดิมอยู่เลยจากทางแยกแรกไปประมาณ ๑ กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามป้ายและเดินจากลานจอดรถลงไปอีก ๓๕๑ เมตร หากใช้เส้นทางนี้จะได้สัมผัสกับงามของธรรมชาติรอบด้านตลอดทางเดิน
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเมื่อพุทธศักราช ๑๙๙๔ โดยนายสร้อย นางเม็ง เป็นผู้สร้างขึ้นบนดอยจอมทอง จึงได้ชื่อว่า“ วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง ” สูงจากที่ราบ ๑๐ เมตร  เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระสมมาสัมพุทธเจ้า  วัดพระธาตุศรีจอมทองตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากอำเภอเมือง เชียงใหม่ ๕๘ กิโลเมตร วัดนี้สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๐ และได้รับพระราชทานยกฐานะวัดขึ้นเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิด วรวิหาร เมื่อวันที่ ๓๐ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖

มีความเชื่อว่าพระธาตุศรีจอมทองเป็นพระธาตุประจำผู้เกิดปีชวด
ในเดือน 7 ใต้ ขึ้น 15 ค่ำ หรือตรงกับเดือน 9 เหนือ ขึ้น 15 ค่ำ จะมีงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุเจ้าเป็นประจำทุกปี

อุทยานแห่งชาติออบหลวง
ออบหลวงเป็นสถานที่น่าเที่ยวที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ความสวยงามและน่ากลัวไว้ในจุดเดียวกัน กล่าวคือ เบื้องล่างเป็นแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยวผ่านช่องเขาขาดตรงออบหลวง ช่องเขานี้มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันและแคบมาก บีบทางน้ำไหล ดังนั้น แม่น้ำตรงนี้จึงเชี่ยวจัด เสียงน้ำกระทบหน้าผาดังสนั่น รอบๆ บริเวณชายน้ำด้านเหนืองดงามไปด้วยหมู่ไม้น้อยใหญ่ ร่มรื่นอยู่ตลอดเวลาชั่วนาตาปี นอกจากนี้ยังมีสะพานเชื่อมช่องเขาขาดสำหรับนักท่องเที่ยวยืนชมความงดงามของทัศนียภาพออบหลวง และภายในบริเวณอุทยานฯ มีการขุดค้นพบแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วย
ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก
ทางอุทยานฯมีสถานที่กางเต็นท์ และมีเต็นท์ให้เช่าพร้อมเครื่องนอนในอัตราคืนละ 50 บาท
อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ตามทางหลวงหมายเลข108 สายฮอด-แม่สะเรียง ตรงหลักกิโลเมตรที่ 17 รวมระยะทางประมาณ 105 กิโลเมตร สภาพทางลาดยางตลอด และช่วงระหว่างฮอดจนถึงออบหลวงนั้น ถนนจะเลียบขนานไปกับแม่น้ำแม่แจ่มหรือแม่น้ำสลักหิน และวกไปเวียนมาตามไหล่เขา หากเดินทางโดยรถประจำทาง มีรถบัสสีฟ้าจอดที่ท่ารถตรงวงเวียนฮอด-แม่สะเรียง วิ่งทั้งหมด 3 เส้นทาง คือ ฮอด – แม่สะเรียง ฮอด-แม่แจ่ม ฮอด-อมก๋อย ซึ่งจะผ่านออบหลวงทั้งสามสาย
ดอยม่อนจอง
เป็นดอยที่สูงที่สุดของป่าอมก๋อยด้วยความสูง 1928 เมตร มีสันดอยยาวกว่า 4 กิโลเมตร ทัศนียภาพมองจากสันดอยสวยงามมาก นอกจากนี้บริเวณสันดอยยังมีกุหลาบฟันปีขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากและจะออกดอกบานสะพรั่งในฤดูหนาวราวเดือนธันวาคม-มกราคม

การขึ้นดอยม่อนจองควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน ก่อนเดินขึ้นดอยต้องติดต่อขออนุญาตจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย หน่วยมูเซอซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการเขตรักษาพันธุ์ฯ

การเดินทาง ไปยังเขตรักษาพันธุ์ฯอมก๋อย (หน่วยมูเซอ) จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 แล้วแยกซ้ายจากอำเภอฮอดเข้าทางหลวงหมายเลข 1099 ไปจนถึงตัวอำเภออมก๋อย และตรงต่อไปตามทางหลวง 1099 ประมาณ 40 กิโลเมตร จะพบหน่วยมูเซออยู่ทางด้านซ้ายมือ จากหน่วยฯไปยังจุดเริ่มเดินอีกประมาณ 16 กิโลเมตร ทางในช่วงนี้จำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อและคนขับที่มีความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพทางเป็นลูกรัง และแคบคดเคี้ยวริมผา

ผู้ที่เดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง จากอำเภอเมืองเชียงใหม่มีคิวรถจากประตูช้างเผือก มายังอมก๋อย รถออกประมาณ 08.00 น. สามารถติดต่อเช่ารถขับเคลื่อนสี่ล้อได้ที่หน่วยมูเซอ ค่าบริการคันละ 2,200-2,500 บาท ,ค่าบริการลูกหาบ 150 บาท/วัน/คน

ข้อมูลเพิ่มเติมดอยม่อนจอง คลิกที่นี่

สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางหลวงหมายเลข 1096 แม่ริม-สะเมิง-หางดง

ฟาร์มกล้วยไม้ และสวนผีเสื้อ
 ฟาร์มกล้วยไม้ เส้นทางสายนี้ถือว่าเป็น เส้นทางสายกล้วยไม้ เนื่องจากมีฟาร์มกล้วยไม้ตั้งอยู่มากมาย เริ่มจากปากทางแยกแม่ริม-สะเมิง มีให้ชมเป็นสวนแรก สวนนี้มีขนาดไม่ใหญ่นักแต่การเดินทางสะดวกสบายๆ เพราะอยู่ติดถนนใหญ่สาย 107 สวนนี้มีเฉพาะกล้วยไม้   เมื่อแยกเข้าไปตามเส้นทางสายสะเมิง 1096 เข้าไปเพียง 2 กิโลเมตร จะมีแยกซ้ายมีป้ายบอกว่าไปสวนสายน้ำผึ้ง สวนนี้เป็นสวนกล้วยไม้เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมานาน นอกจากกล้วยไม้แล้วยังมีฟาร์มผีเสื้อ ฟาร์มแมวไทยไว้ให้ชมด้วย เลยจากสวนนี้ไปตามทาง 1096 ก็จะพบกับสวนบัวแม่สาออร์คิด สวนนี้เป็นสวนใหญ่มีกล้วยไม้ให้ชมมาก และมีบัวหลายชนิดให้ชมด้วย เลยจากสวนนี้ก็มีสวนแม่สาออร์คิด มีทั้งกล้วยไม้และผีเสื้อ แต่ผีเสื้อไม่ค่อยมีเท่าไร  นอกจากจะชมกล้วยไม้อย่างจุใจแล้วที่นี่ยังจำหน่ายกล้วยไม้พันธุ์ดีอีกด้วย มีจำหน่ายทั้งกล้วยไม้กระถางต้นใหม่ ไปจนถึงกล้วยไม้ขนาดเล็กที่เพาะเลี้ยงไว้ในขวด  ชอบสวนไหนแวะสวนนั้นได้เลย  ค่าเข้าชมสวน 10 บาท แต่ราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ลองสอบถามดูเองนะครับ
น้ำตกแม่สา
น้ำตกแม่สาเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของอำเภอแม่ริม ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 7 ของเส้นทางสายแม่ริม-สะเมิง ลักษณะเป็นลำธารไหลหลดหลั่นเกิดเป็นน้ำตกชั้นต่างๆ 8 ชั้น มีเส้นทางเลาะขึ้นไปตามริมน้ำตกทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา พื้นที่รอบๆ เป็นป่าที่ร่มรื่นเหมาะสำหรับไปพักผ่อนเล่นน้ำ ค่าธรรมเนียมเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท ค่ารถนั่งคันละ 30 บาท น้ำตกจะสวยในช่วงฤดูฝนจึงถึงกลางฤดูหนาว  หลังจากนั้นปริมาณน้ำตกจะน้อย
สวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตย์
ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม ทางเข้าอยู่ด้านซ้ายมือบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 12 สายแม่ริม-สะเมิง บนพื้นที่จำนวน 3,500 ไร่   สภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบและที่สูงสลับกันเป็นชั้นๆ ในระดับ 300-970 เมตร จัดทำเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับนานาชาติ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ลักษณะการจัดสวนของที่นี่จะแบ่งพันธุ์ไม้ตามวงศ์และความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ รวบรวมพันธุ์ไม้ทั้งในและต่างประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ สามารถขับรถเที่ยวชมรอบๆได้ สถานที่นี้เป็นจุดหนึ่งที่น่าสนใจมาเที่ยวชม แต่เป็นการชมแบบได้ความรู้ มิใช่มาชมกับสวยงามเหมือนอย่างสวนดอกไม้อย่างดอยตุงหรือดอยอ่างขาง  แต่น่าเสียดายที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจเพราะความที่ไม่สวยงามอลังการเหมือนสวนดอกไม้ทั่วไป
จุดที่แวะชมได้ คือ 

1. อาคารศูนย์สารนิเทศ เป็นสถานที่อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ

2.กลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ขนาดต่างๆ 12 โรงเรือน รวบรวมพรรณไม้ประเภทต่างๆจากทั่วประเทศมาปลูกแสดงไว้ในโรงเรือน เช่น ไม้ป่าดงดิบ ไม้น้ำ กล้วยไม้ ไม้แล้ง บัว ไม้ดอกไม้ประดับ บอน ไม้ไทยหายาก ไม้สกุลสัมกุ้ง สมุนไพร

3.ศูนย์วิจัยพัฒนาสง่า สรรพศรี เป็นศูนย์ข้อมูลวิชาการโดยมีนักพฤกษศาสตร์ประจำอยู่ตลอดเวลา 

4. เรือนพรรณกล้วยไม้ไทย 

5.โรงเรือนอนุบาลพรรณไม้ 

6.อ่างเก็บน้ำแม่สาวารินทร์ 

7.แปลงรวมพันธุ์ไม้ดอกขาว ซึ่งได้จัดปลูกไปแล้วกว่า 120 ชนิด
และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.30-16.00 น. ค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถรวมทั้งคนขับ 50 บาท
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่ โทร. 0 5329 8171-5 ต่อ 4736, 4739 โทรสาร 0 5329 9754 กรุงเทพฯ ติดต่อได้ที่ อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โทร. 0 2280 2907
ปางช้างแม่สา
ปางช้างแม่สา อยู่ตรงประมาณหลักกิโลเมตรที่ 10 ูในแต่ละวันจะมีการแสดงช้าง วันละ 2 รอบ รอบเช้าเวลา 09.30 น. และรอบบ่าย 14.30 น. การแสดงจะมีตั้งแต่การเต้นรำของช้าง การแสดงความสามารถต่างๆ การเตะฟุตบอล การลากและเรียงขอนไม้ และปิดท้ายด้วยการวาดภาพ รวมถึงการให้นักท่องเที่ยวขี่หลังเที่ยวชมทิวทัศน์นรอบๆปางช้างด้วย  กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นพิเศษคือชมช้างน้อยวาดรูป ระยะเวลาที่ผ่านมามีบุคคลสำคัญของโลกเดินทางไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันปางช้างแม่สา มีศิลปินช้างวาดรูปจำนวน 7 เชือก และช้างอื่นๆ รวม 75 เชื่อก   ติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ ปางช้างแม่สา โทร. 0-5329-7060
ไร่กังสดาลรีสอร์ท
เป็นรีสอร์ทเอกชนที่มีความสวยงามเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าชมโดยไม่เสียค่าเข้าชม  ไร่กังสดาลรีสอร์ทตั้งอยู่ริมถนนสายแม่ริม-สะเมิง  พื้นที่ติดกับรีสอร์ทเป็นลำธารสายเดียวกับน้ำตกแม่สา รีสอร์ทถูกประดับไปด้วยพรรณไม้ร่มรื่นสวยงาม มีร้านอาหารและบ้านพักไว้บริการ หากผ่านไปย่านนั้นสามารถแวะชมได้
ร้านค้าจำหน่ายสตรอว์เบอร์รี่ 
สะเมิงเป็นแหล่งปลูกสตอบอรี่มากที่สุดของประเทศไทย ผลสตอบอรี่สุกจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนธันวาคม แหล่งกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรงอยู่บริเวณปากทางถนนสายแม่ริม-สะเมิง อยู่ใกล้ๆ กับคลองประปา บางคนเรียกว่าแหล่งขายสตอบอรี่ริมคลองประปา จุดนี้เป็นสถานที่จำหน่ายสตรอว์เบอร์รี่สดจากยอดดอย พร้อมทั้งสตรอว์เบอร์รี่แปรรูปหลากชนิด เช่น ลูกอมสตรอว์เบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่อบแห้ง น้ำสตรอว์เบอร์รี่ และแยมสตรอว์เบอร์รี่ สามารถเดินเลือกชิมเลือกซื้อเป็นของฝากได้อย่างพอใจ 

การซื้อสตอบอรี่ในสถานที่จำหน่ายที่อื่นท่านอาจจะถูกหลอกเพราะในชะลอมหรือตะกร้าที่ใส่สตอบอรี่ไว้ซะเต็มตะกร้า แต่เมื่อซื้อมาจึงได้รู้ว่าภายในตะกร้านั้นบรรจุใบสตอบอรี่ไว้ถึงค่อนตะกร้าวมีผลสตอบอรี่เพียงไม่ถึงครึ่ง ซื้อไปแล้วทำให้เซ็งในอารมณ์ที่โดนหลอก  แต่ที่นี่ท่านสามารถเลือกด้วยมือของท่านเองแบบทีละลูก ทีละลูก ใส่ตะกร้าแล้วนำไปชั่งเห็นๆ กับตา โดยแม่คาจะชดเชยน้ำหนักของตะกร้าให้เรียบร้อย 1 ขีด  แต่ในเมื่อแม่ค้าที่นี่เขาซื่อสัตย์แล้วก็ขอให้ผู้ซื้อโปรดซื่อสัตย์ด้วย อย่าเอาเปรียบแม่ค้าด้วยการตั้งหน้าตั้งตาชิม เลือกชิมแต่ลูกใหญ่ๆ ลูกสวยๆ ชิมแล้วชิมอีก กะกินให้คุ้ม ลงไปหนึ่งรถตู้ชิมหมดไปไม่ใช่น้อยๆ นักท่องเที่ยวคือความหวังของพวกเขา เขาเห็นรถจอดก็ดีใจแล้วเพราะคิดว่าคงจะช่วยอุดหนุน ดังนั้นควรเอาใจเขาใส่ใจเรา ชิมก็ชิมแบบมีจุดประสงค์เพื่อการชิม มิใช่ลงไปช่วยกันกระหน่ำซะจนแม่ค้าอึ้ง มิหนำซ้ำยังนำกลับมาคุยอีกว่าซิมซะคุ้มเลยเหมือนกับว่าเป็นความเก่งของตนเองอีกตะหาก   ไวน์สตอบอรี่อีกอย่างชิมกันจนเกือบจะเมาล่วงอยู่หน้าร้าน แล้วให้เพื่อนในกลุ่มซื้อไปพอเป็นพิธี 1 ขวด แบบนี้ไม่ไหวเราต้องเห็นใจพวกเขาบ้างเพราะสตอบอรี่ปลูกยากดูแลยากต้องเจอปัญหากับการทำลายพวกซื้อราต่างๆ มากมาย บางช่วงที่ผลผลิตออกน้อยราคาก็สูงมากๆ แล้วยิ่งลูกโตๆ ยิ่งมีราคาสูง  กระหน่ำชิมซะจนแม่ค้าพูดไม่ออกก็ไม่ไหว  ยังไงถ้าจะแวะซื้อก็ขอฝากๆ กันไว้

ขอขอบคุุณท่านเจ้าของภาพทุกท่านทุกหน่วยงานครับ

กลับหน้าแรก   ไปหน้า   2     3